UFABET แทงบอลมือถือ เรื่องโกหกสามารถเเพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าเรื่องจริงเกือบ 100 เท่า

Image result for fake news

UFABET แทงบอลมือถือ นักวิจัยจาก MIT พบว่า เรื่องโกหกสามารถเเพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าเรื่องจริงเกือบ 100 เท่าตัวสาเหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้ข่าวเทียมสามารถเเพร่กระจายตัวเองได้รวดเร็วกว่าข่าวจริงก็เป็นเพราะว่าข่าวเทียมส่วนใหญ่เป็นข่าวที่ปลุกเร้า (trigger) อารมณ์ของคนที่อ่าน

ต่างจากข่าวเเท้ ที่มักจะเป็นข่าวที่ตรงกับความคาดหวังของความเป็นจริงที่เรามีเกี่ยวกับโลกของเราอยู่เเล้ว ซึ่งไม่ใช่อะไรที่เเปลกใหม่

คุณผู้อ่านเคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมการแพร่กระจายของข่าวเทียม (fake news) ถึงรวดเร็วกว่า มีคนอ่านเเละเเชร์ทางโซเชียลมีเดียเยอะกว่า เเละมีความ ‘ตายยาก’ มากกว่าข่าวเเท้หลายเท่าตัวนัก

ยกตัวอย่างของข่าวที่ออกมาว่าคุณธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มีความตั้งใจที่จะเเก้มาตรา 112 นั้นมีการเเชร์กันอย่างมากมายทางเฟซบุ๊ก เเละก็ยังมีการเเชร์กันอยู่ทุกวันนี้ทั้งๆ ที่ได้มีการชี้เเจงโดยเจ้าตัวเเล้วว่าข่าวนั้นไม่ใช่ข่าวจริงเลย เป็นข่าวเทียม เเต่ข่าวจริงที่ออกมาเพื่อเเก้ข่าวเทียมชิ้นนี้กลับเเทบไม่ถูกคนที่เคยเเชร์ช่าวเทียมไปเเล้วนำมาเเชร์ต่อเพื่อเเก้ข่าวเทียมที่ตัวเองเคยเเชร์ไป

พูดง่ายๆ ก็คือ การเเชร์ข่าวเทียมของคนส่วนใหญ่ในโซเชียลมีเดียไม่ค่อยมีขบวนการ ‘เเก้ข่าว’ หรือ self-correction ในตัวของมันเอง ซึ่งก็ทำให้ความเข้าใจผิดที่คนส่วนใหญ่ได้จากข่าวเทียมนั้นยังอยู่ เเละมีความตายยาก

เรื่องโกหกแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าเรื่องจริง

จากผลการวิจัยของนักวิจัยจาก MIT พบว่าการเเพร่กระจายของข่าวลือ หรือ rumour cascade ในทวิตเตอร์นั้นเป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเเละสามารถเข้าถึงตัวผู้คนได้มากกว่าการเเพร่กระจายของข่าวจริงมาก

โดยนักวิจัย MIT กลุ่มนี้พบว่า ระหว่างปี 2016-2017 มีข่าวลือ 126,000 ข่าว ที่ถูกแชร์ทางทวิตเตอร์ และเข้าถึงคนกว่า 3 ล้านคน ซึ่งท็อป 1% ของข่าวลือที่เเชร์กันมากที่สุดถูกเเชร์โดยคนจำนวน 1,000-100,000 คน ส่วนท็อป 1% ของข่าวจริงที่ถูกเเชร์มากที่สุดเเทบจะไม่เคยถูกเเชร์โดยผู้ที่ใช้ทวิตเตอร์มากกว่า 1,000 คนเลย

พูดง่ายๆ ก็คือ เรื่องโกหกสามารถเเพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าเรื่องจริงเกือบ 100 เท่าตัวด้วยกัน

คำถามคือทำไม

สาเหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้ข่าวเทียมสามารถแพร่กระจายตัวเองได้รวดเร็วกว่าข่าวจริงก็เป็นเพราะว่าข่าวเทียมส่วนใหญ่เป็นข่าวที่ปลุกเร้า (trigger) อารมณ์ของคนที่อ่าน โดยเฉพาะอารมณ์รังเกียจ (hatred) โมโห (outraged) เเละขยะแขยง (disgust) ซึ่งอารมณ์พวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นอารมณ์ที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากเก็บเอาไว้ในใจคนเดียวเเละต้องการหาทางระบายมันออกมา เเละทางระบายที่ดีทางหนึ่งก็คือการหาคนอื่นที่เห็นด้วยกับเรา (คือรู้สึกได้ถึงอารมณ์เดียวกัน หรือการมีอารมณ์ร่วมเหมือนกันกับเรา) ซึ่งเราสามารถทำได้ด้วยการเเชร์ข่าวนั้นๆ

เเล้วทำไมข่าวเเท้จึงไม่ค่อยปลุกเร้าอารมณ์ของเราเหมือนข่าวเทียมล่ะ

Image result for fake news

สาเหตุที่ข่าวเเท้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยปลุกเร้าอารมณ์ของเราเหมือนข่าวเทียมก็เป็นเพราะว่าข่าวเเท้ส่วนใหญ่ representation หรือเป็นตัวเเทนของความเป็นจริงที่เราคาดการณ์อยู่เเล้วในชีวิตประจำวัน พูดง่ายๆ ก็คือข่าวเเท้มักจะเป็นข่าวที่ตรงกับความคาดหวังของความเป็นจริงที่เรามีเกี่ยวกับโลกของเราอยู่เเล้ว ซึ่งไม่ใช่อะไรที่เเปลกใหม่

ยกตัวอย่างเช่น สมมติถ้ามีข่าวออกมาว่า ‘นักวิจัยพบว่าการทานกาเเฟทำให้เราสามารถทำงานได้นานกว่าการไม่ทานกาเเฟ’ ข่าวนี้ก็คงจะไม่ถูกเเชร์เท่าๆ กันกับข่าวที่ออกมาว่า ‘นักวิจัยพบว่าการทานกาเเฟไม่ได้ช่วยเเก้ง่วงให้กับคนเราจริงๆ’ เป็นต้น

อีกอย่างหนึ่ง confirmation bias หรือการที่คนเรามักมองหาข้อมูลที่เข้าข้างในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่เเล้วก็สามารถช่วยอธิบายได้อีกว่าทำไมข่าวเทียมตายยากเมื่อถูกเเชร์ไปเรียบร้อยเเล้ว ทั้งๆ ที่มีข่าวเเท้ออกมาเเก้ข่าวเทียมนั้นๆ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าข่าวเเท้ที่ออกมาเเก้ข่าวเทียมจะมีใจความตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราปักใจเชื่อไว้ตั้งเเต่ตอนเเรก (ก็ถ้าเราไม่เชื่อข่าวเทียมตั้งเเต่ตอนเเรก เราก็คงจะไม่อ่าน ไม่เเชร์มันตั้งเเต่ต้น) เเละเพราะ confirmation bias เราก็มักจะไม่อยากเห็น ไม่อยากเเชร์ข่าวที่ขัดกันกับความเชื่อของเราที่เรามี ทั้งๆ ที่ข่าวที่ออกมาทีหลังจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม

เเล้วทำไมคนเราถึงไม่ใช้วิจารณญาณให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะเเชร์อะไรที่ไม่จริง

ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าอารมณ์มักจะทำงานเร็วกว่าความมีเหตุมีผลของคนเรานะครับ อีกอย่างคนเรามักจะตัดสินใจโดยการใช้ทางลัดในด้านระบบความคิด (heuristic) ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ถ้าเราเห็นคนที่เรานับถือเเชร์อะไรบางอย่าง เราก็อาจจะเเชร์บทความนั้นๆ โดยที่ไม่ได้คิดอะไรนอกเหนือไปจากความคิดที่ว่า อ๋อ ถ้าพี่คนนั้นเเชร์ล่ะก็ มันจะต้องเป็นบทความที่ดี ที่มีเเต่ความเป็นจริงเเน่ๆ เลย เป็นต้น

เเล้วเราจะทำยังไงกันดีในการลดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิด rumour cascade เหล่านี้

อย่างเเรกเลยก็คือเราต้องมีการสอนเด็กรุ่นใหม่ให้รู้จักการเเยกเเยะข่าวลือจากข่าวจริง ยกตัวอย่างโรงเรียนในประเทศอังกฤษที่ตอนนี้ได้มีการสอน critical literacy ซึ่งเป็นสูตรการสอนที่ช่วยให้เด็กรุ่นใหม่ใช้วิจารณญาณมากขึ้นในการเเยกเเยะว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง

อีกอย่างคือ การถามตัวเราเองว่าเรากำลังตาบอดไปกับความรู้สึกของเราอยู่หรือเปล่า เรากำลังตกเป็นเหยื่อของ confirmation bias อยู่หรือเปล่า ทุกครั้งที่เรากำลังตัดสินใจว่าจะเเชร์อะไรสักอย่างหนึ่งก็อาจจะช่วยระงับในสิ่งที่เราอยากจะเเชร์ได้นะครับ

ทุกวันนี้ปัญหาบนโลกออนไลน์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นวงกว้างในทุกประเทศ ทุกสังคม และทุกวัฒนธรรมก็คือข่าวปลอมหรือข่าวที่มีเนื้อหาบิดเบือน ชวนเข้าใจผิด หรือมีวัตถุประสงค์ไม่ดีบางอย่างที่จะชักจูงเราให้ทำหรือช่วยเผยแพร่ในสิ่งที่ไม่ดี บรรดา Social Network ต่าง ๆ ล้วนแต่ต้องปวดหัวและหาวิธีการมาจัดการ ทีมงาน RAiNMAKER เคยพูดถึง Fake News แล้วในหลาย ๆ บทความ เช่น ย้อนดูเครื่องมือที่ Facebook ออกแบบมาสู้ข่าวปลอม และแนวคิดการรู้ทันสื่อโซเชียล หรือธรรมชาติของโลกออนไลน์อย่างปรากฏการณ์ Echo Chamber

UFABET แทงบอลมือถือ

อะไรคือนิยามของ Fake News

Fake News นั้นถ้าให้แปลตรง ๆ เลยก็คือข่าวปลอม ข่าวลวง หรือข่าวที่ไม่ได้เป็นความจริง คำว่า Fake News นั้นเป็นคำใหม่ (Neologism) ดังนั้นความหมายของมันจึงแล้วแต่การนิยามของแต่ละคน คุณ Michael Radutzk โปรดิวเซอร์ของรายการ 60 Miniutes ได้เคยนิยาม Fake News ไว้ว่า “stories that are provably false, have enormous traction in the culture, and are consumed by millions of people” หรือ เรื่องราวที่ถูกพิสูจน์ได้ว่าไม่จริง และมีผลกระทบในระดับความเชื่อ และเข้าถึงคนหลักล้าน

UFABET แทงบอลมือถือ

สำหรับลักษณะของ Fake News นั้น คุณ Claire Wardle จาก First Draft News ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับข่าวปลอม ร่วมกับ Social Media และ Publisher อีกกว่า 30 ราย รวมถึง Facebook, Twitter, New York Times หรือ BuzzFeed ได้ ให้นิยาม 7 รูปแบบของข่าวปลอมไว้อย่างน่าสนใจ และเรียงตามความรุนแรง เธอได้ไอเดียจากการศึกษาข่าวปลอมบนโลกออนไลน์ในช่วงการเลือกตั้งปี 2016 ที่จุดประเด็นเรื่อง Fake News ขึ้นมา (เธอเคยเขียนบทความชื่อ 6 Types of Eection Fake News ไว้ใน Columbia Journlaism Review )

ผู้เขียนแนะนำว่าระหว่างอ่านแต่ละประเภทให้ลองนึกถึงคอนเทนต์ในชีวิตประจำวันว่าคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่เราเจอนั้นจัดอยู่ในแบบไหนบ้าง

1.Satire or Parody เสียดสีหรือตลก

เชื่อว่าหลายคนคงจะนึกออก เวลามีเพจตลก เพจล้อเลียน พระนพดล, ข่าวปด, The Doubble Standard ต่าง ๆ ที่ทุกคนก็จะดูรู้ว่าเป็นเพจที่ทำขึ้นมาเพื่อล้อเลียน ทำให้มีพิษมีภัยน้อยที่สุดเนื่องจากทางผู้จัดทำเองก็ ไม่ได้มีเจตนาในการสร้างความเข้าใจผิดหรือมีวัตถุประสงค์ต้องการให้คนมาเชื่อ

2.False connection โยงมั่ว

การโยงมั่วคือการที่สองสิ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยแต่ถูกนำมากล่าวถึงในข่าวเดียวกันหรือทำให้มาเชื่อมโยงกัน คุณ Claire บอกว่าสิ่งนี้เกิดจาก Poor Journalism หรือความไม่รู้ไม่เข้าใจของคนเขียนข่าวหรือทำคอนเทนต์ หรือเกิดจากการพยายามหารายได้ ตัวอย่างของคอนเทนต์ที่เป็น False Connection ก็เช่น “น้ำมะนาวรักษาโรคมะเร็ง” หรือบทความที่ชอบขึ้นว่า “งานวิจัยเผย …” แล้วกลายเป็นว่าโยงไปขายของ หรือข่าวโลกแตกทั้งหลาย แต่อย่างไรก็ตาม False Connection จะยังไม่เป็นการหวังผลหรือชวนเชื่อในระดับสังคมวัฒนธรรมหรือการเมือง

3.Misleading ทำให้เข้าใจผิด

Misleading คือการเขียนข่าวหรือทำคอนเทนต์โดย จงใจให้เข้าใจผิด หรือการใช้คำอย่างนึงเพื่ออธิบายอีกอย่างนึง พอโดนจับได้ก็จะแถว่าก็เข้าใจผิดเองทั้ง ๆ ที่ตอนแรกคือหวังให้เขาเข้าใจผิดอยู่แล้ว Claire บอกว่าข่าวแบบนี้วัตถุประสงค์คือ ชวนเชื่อ หรือหวังผลทางการเมือง ตัวอย่างของคอนเทนต์ Misleading เราจะพบเห็นได้บ่อยกับพวกข่าวการเมือง

4.False Context ผิดที่ผิดทาง

กรณี False Context หรือ Quoting out of context คือการที่เอาสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่น รูป, ข้อความ, คำพูด แต่เอามาใช้แล้วพูดถึงอีกเรื่องนึง Claire อธิบายความแตกต่างของ False Context กับ Misleading ว่า False Context อาจเกิดจาก Passion (ไม่ได้แปลว่าความหลงไหล แต่หมายถึงว่า การที่เรายึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง) คอนเทนต์ที่เป็น False Context ก็เช่น การเอารูปภัยธรรมชาติในต่างประเทศมาแล้วเขียนบอกว่าเกิดขึ้นที่ประเทศไทย